วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555


เหตุเกิดที่หมู่บ้านชัฏหนองหมี
                จำได้ว่าคำขวัญ  “เราเรียนรู้ด้วยงานการฝึกหัด (Doing to Learn)  เราปฏิบัติเพื่อหวังทางศึกษา (Earning to Live) หาเลี้ยงชีพเพื่อชีวิตพัฒนา (Living to Serve) ใช้วิชาเพื่อบริการงานสังคม (Learning to Do)  เป็นคำขวัญขององค์การวิชาชีพเพื่อเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย  ในสมเด็จพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  หรือที่พวกเราชาวเกษตรเขาเขียวรู้จักกันในชื่อย่อว่า “อกท.”  นั้น  เป็นหลักปฏิบัติ  เป็นวิถีของการทำงานในอาชีพของเกษตรเขาเขียวทุกคน  จะว่าผู้ที่เรียนผ่านฝึกปฏิบัติผ่านสถาบันการศึกษานี้  จะพบคุณลักษณะหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของเด็กเกษตรที่นี่คือ  หนักเอาเบาสู้  มีความอดทน  เรียนรู้งานเร็วในการปฏิบัติงานภาคสนาม และหน่วยงานที่มีความประทับใจในการปฏิบัติงานร่วมกับชาวเกษตรเขาเขียวตลอดมาคือ  หน่วยงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี  ที่มีลักษณะการทำงานส่งเสริมซึ่งกันและกันกับวิทยาลัยฯ  เห็นได้ชัดเจนคือโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 25 สิงหาคม 2555 ที่อำสวนผึ้ง  จ.ราชบุรี  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงห่วงใยปศุสัตว์ของราษฎร  ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการปศุสัตว์  ตั้งแต่ปศุสัตว์จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง  หน่วยงานราชการๆของจังหวัดที่สนับสนุนการทำงานด้านต่างๆในพื้นที่   ตลอดจนมหาวิทยาลัยที่มีนิสิตนักศึกษาคณะสัตวแพทย์ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับเกษตรเขาเขียวเรานั้นเข้าไปมีส่วนสนับสนุนงาน  โดยพานักศึกษาในสาขาวิชาสัตวศาสตร์  และสาขาวิชาสัตวรักษ์ลงปฏิบัติงานร่วมกับรุ่นพี่เขาเขียวซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ของปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี  และผมได้รับเชิญไปในฐานะวิทยากรเสวนา  ร่วมกับเกษตรกรและนักวิชาการจากกรมปศุสัตว์  ในหัวข้อการควบคุมพยาธิภายใน-ภายนอกโดยใช้เทคโนโลยีชาวบ้าน ณ หมู่บ้านชัฏหนองหมี  ต.ชัฏป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
                วันแรกของการเข้าร่วมกิจกรรมมีท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.ทฤษดี  ชาวสวนเจริญ เป็นประธานเปิดกรวยในพิธี  โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายณรงค์  ครองชนม์ เป็นผู้กล่าวรายงาน  เรื่องความสำคัญของการเลี้ยงปศุสัตว์ในจังหวัดราชบุรี  บรรยากาศของงานเป็นการเปิดงานที่เรียบง่ายดี  ท่านปศุสัตว์จังหวัด วิมลรัตน์  สุภาคม   และทีมงานของท่านบริหารจัดการได้กระชับ  ประหยัด  นำงบประมาณลงสู่เนื้องานด้านการส่งเสริมสุขภาพสัตว์ให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านมากที่สุด  การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้รู้ได้เลยว่าผลผลิตในการสร้างบุคลากรระดับเทคโนโลยีด้านการปศุสัตว์  ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรีไม่สูญเปล่า !! สามารถเป็นที่พึ่งพิงให้กับการพัฒนาปศุสัตว์ไทยได้เป็นอย่างดี   สังเกตศิษย์เก่าทั้งในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ซึ่งครูเปรียบเหมือนลูกคนโต  และสาขาวิชาสัตวรักษ์เทียบได้เหมือนลูกคนเล็ก  ทั้ง 2 สาขาเป็นตัวจักรสำคัญในการปฏิบัติการภาคสนามได้อย่างแข็งขัน  จนพี่อาวุโสที่อยู่ในโครงการสัตวแพทย์พระราชทานอดชมไม่ได้ว่า  ศิษย์เกษตรเขาเขียวปฏิบัติการภาคสนามได้คล่อง  สะท้อนถึงการได้รับการฝึกปฏิบัติมาอย่างดีทั้งบู๊และบุ๋น 
                ในการได้รับภารกิจร่วมเสวนากับเกษตรกรครั้งนี้  มีเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากในการนำแนวคิดจากเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาพัฒนากระบวนการเรียน  การวิจัย  และการบริการวิชาชีพของอาชีวเกษตรให้ไปในทิศทางเดียวกัน  สามารถช่วยแก้ไขปัญหาชุมชนได้อย่างไร  จะมีส่วนร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรีในการพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพสัตว์  โดยเฉพาะการเลี้ยงแพะให้เป็นหมู่บ้านเลี้ยงแพะแบบพึ่งพาตนเองได้อย่างไร  ทำอย่างไรจึงจะลดโครงการประชานิยมบางอย่างที่ดูถูกภูมิปัญญาของชุมชน  ภาครัฐควรเลิกทำตัวเป็นซานตาครอสเสียที  หากชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นเท่าไร สิ่งต่างๆที่เป็นปัญหาที่หมักหมมในสังคมไทยจะค่อยคลี่คลายไปในทางสร้างสรรค์มากขึ้น  มัวฝอยมาตั้งนานคงอยากจะทราบแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่หมูบ้านชัฏหนองหมี ? ?   บรรยากาศที่จัดเสวนาในวันนั้น  สภาพอากาศเป็นใจฝนไม่ตก  ลมพัดเย็นสบายภายใต้ร่มโพธิ์ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมร่มเงาให้กับผู้เข้าร่วมเสวนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ  เราจัดกันแบบเวทีชาวบ้าน  หัวข้อการเสวนาก็อย่างที่อ้างไว้เรื่องพยาธิภายในและพยาธิภายนอก  จำได้ว่าผมมาบรรจุงานเมื่อปี 2530 เวลาออกหน่วยระยะสั้นเคลื่อนที่ของเกษตรเขาเขียว  ปัญหาเรื่องพยาธิในสัตว์เลี้ยง  จัดเป็นหัวข้อที่ต้องอธิบายอยู่เป็นประจำ  เวลาคล้อยหลังผ่านมา 25 ปี   ปัญหานี้ยังคงอยู่และกลับหนักขึ้นกว่าเดิม  ในวงเสวนาวันนั้นทำให้ทราบว่าพยาธิตัวกลมในระบบทางเดินอาหารของแพะ  เป็นปัญหามาก  จากตัวอย่างที่ชาวบ้านนำมาให้ตรวจพบไข่พยาธิตัวกลมจำนวนมาก  และเจ้าของตัวอย่างที่นำขี้แพะมาให้ตรวจ  บอกให้ทางเราทราบว่าเลี้ยงแพะจำนวน 80 ตัว  ตายไปแล้ว 20 ตัว  ขณะนี้( 25 ส.ค.2555 ) แพะเมื่อชั่งน้ำหนักที่มีชีวิตราคากิโลกรัมละ 110 บาท  แพะตัวหนึ่งน้ำหนักเฉลี่ย 30 – 35 ก.ก. ลองคิดดูว่าเกษตรกรรายนี้ต้องสูญเสียรายได้จากแพะที่ตายจากโรคพยาธิเป็นเงินเท่าไร 
                เนื้อหาของการแลกเปลี่ยนปัญหาเรื่องการแก้ไขปัญหาพยาธิภายใน และพยาธิภายนอกระหว่างผมกับหมอมนัสชัย วัฒนกูล เป็นการสื่อสารเปรียบเทียบให้ชาวบ้านได้ทราบถึงวิธีคิด แก้ไข  ป้องกันทั้งในมุมมองจากภูมิปัญญาตะวันตก  และภูมิปัญญาตะวันออก  ซึ่งในมุมมองทั้ง 2 มีแง่คิดน่าสนใจที่ควรหยิบยกมาอธิบายเพื่อการจรรโลงความคิดและแก้ไขปัญหาโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง  ในรูปแบบของวิธิคิดแบบตะวันตกจะเน้นการไล่ล่าฆ่ามันให้หมดสิ้นไปจากร่างกาย  เน้นการรุกราน  ดูตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาบุกยึดอิรัก จับซัดดัมฆ่าแล้วเข้าไปบริหารจัดการแหล่งน้ำมันของประเทศอิรัก  ยาถ่ายพยาธิที่ผลิตจากฝั่งตะวันตกก็เช่นกัน  เน้นการทำลายตัวเต็มวัยพยาธิไม่ให้เหลือไว้สักตัวเดียว  ส่วนภูมิปัญญาตะวันออกนั้นไม่ต้องการทำลายพยาธิให้หมดสิ้นไปจากร่างกาย  แต่ให้เหลือไว้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อสร้างภูมิไว้ป้องกัน  มิให้ตัวอ่อนระยะติดโรค ( infective larva )  ซึ่งเข้ามาใหม่เจริญเป็นตัวเต็มวัยได้  ปัญหาหนึ่งที่นักวิชาการและผู้ปฏิบัติการในพื้นที่พบ  ยาแพงๆอย่างไอโวเมคตินเริ่มเอาไม่อยู่  พยาธิเริ่มดื้อยาแล้วหรือ  จะทำอย่างไรดีล่ะ??  ถ้าหากคิดในมุมมองตะวันออก  พยาธิเปรียบเหมือนตัวทุกข์ในทางพระพุทธศาสนา  คงต้องยอมรับว่าปุถุชนคนทั่วไปไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  แต่จะต้องคอยตรวจสอบชำระชะล้างความทุกข์อย่างสม่ำเสมอ  หากขาดสติกำกับไว้อย่างรู้เท่าทันทุกข์จะเข้าแทรกทันที  โดยเฉพาะทุกข์จากอัตตาของคน  แพะก็เช่นกันได้รับตัวอ่อนระยะติดโรคพยาธิอยู่ทุกครั้งที่ลงแปลงหญ้า  หากร่างกายขาดภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะกลไกของร่างกายที่เยียวยาตนเอง ( self cure ) ในระดับที่สามารถป้องกันตนเองจากตัวอ่อนพยาธิได้  อะไรล่ะ!! ที่แพะเหล่านี้ขาดภูมิคุ้มกันในการเยียวยาตนเอง  ผมคิดว่าการรับเทคโนโลยีมาอย่างครึ่งๆกลาง  และไม่สอดคล้องกับวิถีชุมชนและเงินในกระเป๋า!! ชาวบ้าน  คงเป็นไปได้ยากที่เกษตรส่วนใหญ่จะซื้อยาราคาแพงๆมาฉีดให้กับแพะของตนเองอย่างสม่ำเสมอ  และคงเป็นไปได้ยากอีกเช่นกันที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ซึ่งมีจำนวนไม่มาก  จะสามารถบริการอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ  ดังนั้นจึงเกิดสุญญากาศทางภูมิคุ้มกัน ( immunity  vaccum ) คำนี้ผมคิดเอาเอง  คงไม่มีใครบัญญัติศัพท์ในวงวิชาการหรอก  ความหมายมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือสัตว์ขาดภูมิคุ้มกันชั่วคราวตามธรรมชาติ  ปกติแล้วแพะจะมีการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคหรือตัวอ่อนพยาธิ  หากแต่ว่าถ้ามีการทำให้ร่างกายเสียดุลยภาพจากสารเคมี  ร่างกายจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ ดังกล่าว  ตัวอ่อนของพยาธิตัวกลมระยะติดโรคในระบบทางเดินอาหารของแพะเมื่อเข้าสู่ร่างกายแพะจะกลายเป็นตัวเต็มวัยภายใน 19 วัน ลองคิดดูก็แล้วกันว่า  ช่วงที่แพะได้รับยาถ่ายพยาธิซึ่งเป็นสารเคมีฉีดเข้าร่างกาย  ตัวเต็มวัยจะถูกฆ่าตายหมด  ดังนั้นในวันต่อมาแพะเหล่านี้มีโอกาสกินตัวอ่อนระยะติดโรคของพยาธิทุกๆวันเป็นเวลาอย่างน้อย 19 วัน  จะเกิดอะไรขึ้น  ถ้าตัวอ่อนเหล่านี้เข้าไปอยู่ในร่างกายแพะเป็นพันตัว  แพะเหล่านี้จะถูกพยาธิช่วยกันรุมดูดเลือดจนแพะซีดตายในที่สุด  กว่าเกษตรกรจะรู้ตัวว่าภัยเงียบที่ขยันดูดเลือดทั้งวันทั้งคืนเป็นสาเหตุของความอ่อนแอซึ่งจะมีโรคฉวยโอกาสต่างๆในแพะเข้ามาช่วยกันรุมเร้าก็สายเกินแก้ 
                แล้วมีวิธีใดบ้างสามารถช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองในการควบคุมโรคพยาธิในแพะเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง  โปรดติดตามตอนต่อไป
                                                                                                น.สพ.พิเชษฐ  ประจงทัศน์
                                                                                                      30 ส.ค. 2555










วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ชื่อนั้นสำคัญไฉน ??
...........ในรอบหลายปีที่ผ่านมา  คนไทยเราชอบให้คำจำกัดความวัตถุสิ่งของ ความเชื่อ  ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม  เพื่อตีกรอบความคิดหรือแบ่งแยกสิ่งต่างๆมากเกินความจำเป็น  จนลืมสารัตถะที่มีความหมายและคุณค่ามากกว่าคำที่ถูกกำหนดตามตัวอักษร  ซึ่งกลุ่มคนในสังคมสร้างขึ้นมาเพื่อหาพวกพ้องในการกีดกันคนกลุ่มอื่นที่เกิดขึ้นมาใหม่มีความคิดสร้างสรรค์สังคมใหม่ๆ  โดยอาจคิดต่างจากกลุ่มก้อนเดิมซึ่งถ้าหากอัตตาเหล่านี้ไม่คลายตัว  หรือเปิดรับความคิดเพื่อสร้างพันธมิตรแห่งความเป็นมนุษย์ขึ้นมาแล้ว  สุดท้ายอาจติดกับความคิดและอุดมการณ์ที่จมปลักอยู่กับอดีต วาทะกรรมที่หมู่ชนคนไทยติดกับและยังไม่สามารถหาทางออกให้กับตัวเองได้  เช่น ไพร่กับอมาตย์ กลุ่มเสื้อสีเหลือง  สีแดง  เสื้อฟ้า  หรือแม้กระทั่งในวงวิชาชีพทางปศุสัตว์ก็ไม่วายจะต้องถูกตีความว่า อาชีพนั้นอาชีพนี้มีความหมายว่าอย่างไร  การสร้างนวัตกรรมทางอาชีพขึ้นมาสักอย่างผู้ที่ริเริ่มจะต้องเป็นผู้แบกรับ  ต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธา  ถึงแม้ว่าจะต้องเจ็บปวด และอาจถูกกระแสสังคมจากเพื่อนร่วมวิชาชีโจมตี   และวิพากษ์วิจารณ์  อย่างไรก็แล้วแต่  จำเป็นจะต้องมีความอดทน  น้อมรับและฟังเหตุฟังผลในการให้ข้อคิดเห็น  และข้อเสนอแนะอย่างมีสติ  พร้อมที่จะปรับปรุง  ถึงแม้บางข้อความที่ได้รับจะเป็นการเสียดสีก็ตาม 
                ตั้งแต่เปิดการเรียนการสอนสาขาวิชาสัตวรักษ์ปีนี้เป็นปีที่ 18 ผ่านอุปสรรคต่างๆมามากมาย  แต่ยังมีความมุ่งมั่น โดยมีเจตนาอันบริสุทธิ์ในการสร้างอาชีพนี้เพื่อรับใช้มวลชน  เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการปศุสัตว์ไทย  แต่ก็นั่นแหละอะไรก็ตามซึ่งเกิดขึ้นใหม่ในสังคมที่ผู้คนยังต้องการความหมายมากกว่าเนื้อหาสาระ  ยังต้องการใบปริญญามากกว่าสมรรถนะในการทำงาน  เราต้องไม่เบื่อในการให้คำจำกัดความของสาขานี้ในทุกเวลา  ทุกสถานที่  และทุกสถานการณ์  สื่อใดที่สามารถเผยแพร่ได้เราจะชี้แจง  จนกว่าสังคมหรือผู้ใช้บริการจะหายสงสัย  และยอมรับในการทำงานของเรา  บทความหน้าสื่อนี้ก็เช่นกัน  จะขออธิบายตำนานและความหมายคำว่า “สัตวรักษ์” เพื่อว่าคนรุ่นหลังจะได้ไม่จำไปบอกต่อผิด ๆ อย่างน้อยมีข้อมูลอ้างอิงจากผู้ให้กำเนิดสาขานี้ได้อย่างถูกต้อง
                ในปี พ.ศ.2536 มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งของกรมอาชีวศึกษา ( เป็นชื่อเรียกในสมัยนั้น  ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา )  มองเห็นถึงภาระกิจในการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรว่ายังขาดแคลนบุคลากรประเภทสหวิทยาการทางอาชีพการปศุสัตว์ในระดับเทคโนโลยี  ผู้อำนวยการกองเกษตรกรรมในสมัยนั้น  นายบุระ  กาญจนเสริม  จึงเรียนเชิญท่าน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมราชบุรี     ( ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี ) นายประวัติ  ญาณะชัย มาขอคำปรึกษาว่าสามารถพัฒนาอาชีพดังว่าได้หรือไม่  ในที่สุดภารกิจอันหนักอึ้งนี้ก็ตกมาสู่ผมและคณะ  ซึ่งไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคอย่างไร  หลักสูตรของสาขานี้แรกเริ่มเดิมทีพัฒนามาจากหลักสูตรของสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์ แล้วค่อยๆปรับปรุงให้เหมาะกับยุคสมัยมาไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ( ปี พ.ศ.2538, พ.ศ.2540,และพ.ศ.2546 ) สาเหตุที่ต้องปรับปรุงเพราะทุกครั้งที่ลูกศิษย์ออกไปทำงานจะได้รับข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์  สถานประกอบการก็มีส่วนในการช่วยวิพากษ์วิจารณ์แก้ไข  และบอกถึงความต้องการในสภาพจริงว่าต้องการบุคลากรทางด้านนี้อย่างไร  มีประโยชน์มากครับ!! ในการน้อมรับคำติชมทุกภาคส่วน  ทำให้เราสร้างอาชีพสร้างงานที่นับวันจะต้องใช้ความรู้  ใช้เทคโนโลยี  นำศิลปวิชาชีพของศาสตร์ในสาขาต่างๆที่มีจุดแข็งมาบูรณาการจนเกิดเป็นหลักสูตรผสมผสาน  ประกอบกับเสน่ห์ของเด็กอาชีวเกษตรซึ่งมีพื้นฐานมาจากลูกเกษตรกร  เป็นคนอารมณ์ดี  มีมนุษยสัมพันธ์  หนักเอาเบาสู้ ดังนั้นสาขาวิชาสัตวรักษ์จึงเป็นศาสตร์ที่ผู้เรียน  จะต้องมีความสามารถในการผลิตสัตว์ได้  บริบาลสัตว์เป็น  และบริการชุมชนด้วยการส่งเสริมสุขภาพสัตว์ได้  คือเป็นนักสัตวบาล ผู้ช่วยสัตวแพทย์  และเป็นนักส่งเสริม  อยู่ในคนคนเดียวกัน ปัจจุบันสาขานี้จึงมีอัตลักษณ์ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า       “มีมาตรฐาน  บูรณการศาสตร์วิชา”  สาขานี้เน้นผลิตผู้เรียนออกปฏิบัติการภาคสนามเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้นกระบวนการเรียนจึงเน้นการปฏิบัติตลอดระยะเวลา 2 ปี ตามหลักสูตรในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง( ปวส.)
                คำถามที่มักได้ยินบ่อยๆจากผู้คนทั่วไปคือว่าสัตวรักษ์แตกต่างจากสัตวแพทย์  และสัตวบาลอย่างไร สำหรับคำว่าสัตวแพทย์และสัตวบาลนั้น สองคำนี้อยู่ในสังคมไทยมาไม่ต่ำ 60 ปี  ผู้คนในบ้านในเมืองรู้จักเป็นอย่างดี  ส่วนสัตวรักษ์เพิ่งได้ยินชื่อมาช่วง 2 ทศวรรษนี้เอง  ถ้าเปรียบเป็นคนสาขานี้ก็เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยรุ่น  ส่วนผู้อาวุโสทั้งสองสาขาก็เข้าสู่วัยที่เป็นหลักให้กับอาชีพในวงการปศุสัตว์ไทยอย่างยั่งยืน สัตวรักษ์นั้นแตกต่างจากสัตวแพทย์อย่างแน่นอน  ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น  ให้ลองเทียบกับคนในวงการสาธารณสุข  ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลากหลายบทบาท เช่น หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด เป็นต้น สัตวรักษ์เปรียบคล้ายอาชีพพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข  มีการเรียนพื้นฐานวิชาชีพคล้ายพยาบาล  เป็นการเรียนเบื้องต้นทางการแพทย์เพื่อให้รู้ลักษณะงานของหมอ  สัตวรักษ์จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งในวงการปศุสัตว์ที่เข้าไปช่วยเสริมงานทางสัตวแพทย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  โดยทำงานภายใต้ความรับผิดชอบของนายสัตวแพทย์ซึ่งมีใบประกอบวิชาชีพ  เป็นผู้ให้กรอบการทำงานในการปฏิบัติการภาคสนาม  ซึ่งเราจะพบได้ในหน่วยงานราชการของกรมปศุสัตว์ที่มีนายสัตวแพทย์จำนวนไม่มาก  แต่มีทีมงานที่จบจากสัตวรักษ์คอยช่วยเติมเต็มงานในภาคสนาม  ให้ทันท่วงทีกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ( แหมคำนี้พูดอย่างกับนักการเมือง ) ข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือความรู้ของนายสัตวแพทย์เรียนมามาก  และเรียนอย่างลึกซึ้ง   ปฏิบัติการในภาคสนามก็ไม่น้อย  และเรียนถึง 6 ปีกว่าจะจบหลักสูตรเป็นสัตวแพทย์บัณฑิต  จึงไม่ควรระแวงว่าผู้เรียนจบจากสาขาวิชาสัตวรักษ์ซึ่งเรียนเพียง 2 ปีจะมาแย่งอาชีพ  จะแย่งได้อย่างไรเล่า!! เพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีใบประกอบวิชาชีพอย่างอาชีพสัตวแพทย์  ดังนั้นจึงควรวางบทบาทการทำงานร่วมกันอย่างไรให้ทำงานกันได้อย่างหมอรักษาคน และพยาบาล  จะทำให้การศึกษาและการปศุสัตว์ไทยก้าวไกลสู่อาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ 
                เอ.....แล้วสัตวบาล หรือบางทีเรียกสัตวศาสตร์ มีความแตกต่างกันอย่างไรกับสัตวรักษ์  สัตวบาลนั้นเน้นการผลิตปศุสัตว์ การจัดการให้สัตว์มีผลผลิตที่ดี  ดูแลด้านสายพันธุ์  การผสมเทียม  ผลิตอาหาร สัตว์ที่มีคุณภาพ ตลอดจนการสุขาภิบาลสัตว์   เป็นต้น  สำหรับสัตวรักษ์มีบทบาทและหน้าที่ดังกล่าวไว้ข้างต้นคือ   ต้องมีความสามารถด้านผลิตปศุสัตว์ การผสมเทียม การจัดการ  การเลี้ยงดู  การคำนวณสูตรอาหาร การดูแลบริบาลสัตว์เบื้องต้น ( การใช้เวชภัณฑ์เบื้องต้น  การรักษาสัตว์เบื้องต้น  การทำศัลยกรรมเบื้องต้นในปศุสัตว์ )  และส่งเสริมการปศุสัตว์โดยการให้บริการวิชาชีพได้ กล่าวโดยสรุปสัตวรักษ์จะต้องผลิตสัตว์ได้  บริบาลสัตว์เป็น  และให้การบริการด้านการปศุสัตว์
                จะว่าไปแล้วที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความพยายามจะให้นิยาม  หรือความหมายว่าชื่อนี้มีความเป็นมาอย่างไร  แต่ก็นั่นแหละชื่อนั้นไม่สำคัญเท่ากับการทำงานว่าสามารถตอบสนอง  สามารถทำประโยชน์ให้กับผู้จ้างงานหรือสังคมได้มากแค่ไหน   เติ้งเสี่ยวผิง  อดีตนายกรัฐมนตรีของจีนผู้ปฏิรูปประเทศจีนอย่างก้าวกระโดด  ยกวาทะกรรมไว้อย่างน่าสนใจว่า  “แมวไม่ว่าจะเป็นสีอะไร  หรือสายพันธุ์ใดหากสามารถจับหนูได้เป็นพอ”  ด้วยเหตุนี้ลูกศิษย์ที่รักทุกคนจงทำตัวให้เป็นที่พึ่งพิงด้านการปศุสัตว์ไทยให้กับประชาชนอย่างเข้มแข็ง  อย่างอดทนอดกลั้น  ขยันขันแข็ง  สนใจใฝ่รู้พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา  อย่ามัวแต่ให้คำจำกัดความตัวเองอีกเลย  เพราะสักวันหนึ่งอาจมีวิชาชีพข้างเคียงของประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้ามาเป็นคู่แข่งขัน  เมื่อถึงเวลานั้นชื่อนั้นสำคัญไฉน!!
                                                                                                         
                                                                                             น.สพ.พิเชษฐ  ประจงทัศน์

                                                                                                      11 ก.ค. 2555
                

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555


สิ่งที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ
ถ้าเราแทนตัวอักษร A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z ด้วยตัวเลข 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24, 25, 26 ตามลำดับเราจะได้ตัวเลขดังนี้
                คำว่า HARD WORK ( ทำงานหนัก )
                H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11 = 98 %
                KNOWLEDGE ( ความรู้ )
                K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96%
                LOVE ( ความรัก )
                L+O+V+E = 12+15+22+5 = 54%
                LUCK ( โชคดี )
L+U+C+K = 12+21+3+11 = 47 %
สิ่งเหล่านี้ต่างก็คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ  แต่คงยังไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเพราะสิ่งนั้นต้องทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์แบบ  เป็นคำที่รวมกันแล้วได้ 100 % พอดี
ใช่ MONEY ( เงินทอง ) หรือเปล่า
ไม่ใช่ เพราะ M+O+N+E+Y = 13+15+14+5+25 = 72 %
ใช่ LEADERSHIP ( ความเป็นผู้นำ ) หรือเปล่า
ไม่ใช่เพราะ L+E+A+D+E+R+S+H+I+P = 12+5+1+4+5+18+19+8+9+16 = 97%
แล้วอะไรอีกหนอ
ATTITUDE ( ทัศนคติ )
A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%
ทัศนคติที่เรามีต่อการทำงานและการใช้ชีวิตนั้น  สามารถทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์แบบได้ 100%
ทัศนคติกำหนดทุกสิ่ง
                                ทัศนคติกำหนดทุกสิ่ง  คำกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่า  เพียงแค่เรามีทัศนคติที่ดี  ก็จะโชคดีไปทุกเรื่องหรอกนะ
                ทัศนคติกำหนดทุกสิ่งมีความหมายที่แท้จริงคือภายใต้คุณสมบัติที่เหมือนกันนั้น  ทัศนคติเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด  พูดอีกอย่างคือภายใต้ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่เหมือนกัน  คนคนหนึ่งจะสามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่าถ้าเขามีทัศนคติที่ดี
                เมื่อเรารู้ตัวว่าขาดคุณสมบัติในเรื่องใด  ก็ต้องสร้างคุณสมบัติในเรื่องนั้นขึ้นมา  ถ้าไม่มีความรู้ต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้น  ถ้าไม่มีเทคนิคก็ต้องเรียนรู้เทคนิคต่างๆเพิ่มขึ้น  แต่เมื่อมีสิ่งเหล่านี้พร้อมแล้ว  ถ้าทัศนคติยังไม่ดีอยู่  ก็ต้องพยายามปรับให้ได้  ไม่เช่นนั้นความสามารถทั้งหลายที่มีอยู่ก็จะสูญเปล่า  ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้  ปรับเพียงเรื่องเดียวอนาคตของคุณก็จะไปโลดแล้ว
จากเรื่องคมๆความหมายชวนคิด
สุริยเทพ  ไชยมงคล

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ควันหลงกิจกรรมทัศนศึกษามาลัยฟาร์มนกกระจอกเทศ 7 มิ.ย.55

ฮ่ะ ฮ่ะ ไข่นกแค่นี้ให้ข้าน้ำหนัก 120 กิโลเหยียบจะเหลือรึ


นี่ไงผลงานหมูอาร์ม

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555


เมื่อก้าวพ้นเขตความสบาย
เมื่อสิบปีที่แล้ว  ผมทำงานเป็นพนักงานในบริษัทขายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง  ในการอบรมครั้งหนึ่ง  หัวหน้าของผมได้วาดรูปให้ดูในห้องอบรม  เป็นรูปที่อธิบายถึงความหมายของชีวิต
                เริ่มแรกหัวหน้าได้วาดรูปคนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลางของวกลม  จากนั้นเขาก็วาดบ้านหนึ่งหลัง  รถหนึ่งคัน  และเพื่อนจำนวนหนึ่งเพิ่มเข้าไปในวงกลม
                “นี่เป็นขอบเขตความสบายของพวกคุณ  สิ่งของในวงกลมเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคุณ  ไม่ว่าจะเป็นบ้าน  ครอบครัว  เพื่อน  หรือการงาน  ในวงกลมนี้  แต่ละคนจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง  ปลอดภัยจากอันตรายและการทะเลาะวิวาททั้งปวง”  หัวหน้าพูด
                “ตอนนี้ใครบอกผมได้หรือไม่ว่า  ถ้าคุณก้าวออกจากวงกลมนี้จะเกิดอะไรขึ้น”
                ภายในห้องเงียบลงชั่วขณะ
                จากนั้น  ผู้อบรมคนหนึ่งก็ได้ทำลายความเงียบโดยพูดขึ้นว่า “ก็จะเกิดความกลัวขึ้น”
                ผู้อบรมอีกคนหนึ่งตอบว่า “ก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น”
หัวหน้าได้ฟังแล้วอมยิ้ม  ก่อนจะพูดว่า “เวลาที่คุณทำผิดพลาด  ผลลัพธ์ของมันจะเป็นอย่างไร
                คนที่ตอบคำถามแรกพูดเสียงดังว่า “ผมก็จะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้”
                “ใช่!! คุณจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากความผิดพลาด  พอคุณก้าวออกมาจากเขตความสบายแล้ว  คุณจะได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน  คุณจะได้เพิ่มเติมความรู้ของตัวเอง  และคุณจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ”
                หัวหน้าหันไปทางกระดานอีกครั้ง  แล้ววาดวงกลมที่ใหญ่กว่าล้อมรอบวงกลมวงเดิม  จากนั้นก็วาดสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้าไป เช่นเพื่อนที่เยอะขึ้น  บ้านที่ใหญ่ขึ้น เป็นต้น
                “ถ้าหากคุณยังวนเวียนอยู่ในเขตความสบายของคุณก็จะไม่สามารถเปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างขึ้นได้เลย  และก็ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้อีกด้วย  เพียงแค่คุณก้าวเท้าออกจากเขตความสบายเท่านั้นแหละ  คุณก็จะทำให้วงกลมของชีวิตตัวเองใหญ่มากขึ้น  แล้วคุณก็จะกลายเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น”

เรียนรู้สิ่งใหม่ๆจะได้เติบโต
                มีนักปรัชญาจำนวนไม่น้อยที่ชอบวาดรูปวงกลมเล็กและวงกลมใหญ่อย่างละหนึ่งวง  วงใหญ่นั้นแทนสิ่งที่ต้องรู้ของตัวเอง  ส่วนวงเล็กแทนสิ่งที่ต้องเรียนรู้ของนักเรียน  เพื่อจะสื่อความหมายว่า  สิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้นั้นมีมากกว่า  แต่ทว่าพวกเขาต่างก็ไม่ได้อธิบายว่าต่อไปจะทำอย่างไรอันที่จริงแล้วสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ  มีดังต่อไปนี้
                ประการแรก          จะต้องกล้าวาดรูปวงกลมวงใหญ่
                กล้าที่จะกระโดดออกจากวงจรการใช้ชีวิตแบเดิมๆแล้วก้าวไปสู่โลกใบใหม่  อย่างเช่น  คุณอาจจะปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเดิมๆให้แปลกใหม่ หรือเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ  ถ้าทำได้คุณก็จะสามารถมองโลกใบนี้ด้วยมุมมองใหม่ๆ
                ประการที่สอง      จะต้องสร้างความคุ้นเคยกับวงกลมวงใหญ่
                ในตอนเริ่มแรกประมาณสองสัปดาห์นั้นคุณอาจจะรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ  หลังจากนั้นคุณจะต้องเริ่มสร้างความเคยชินกับสภาพแวดล้อมแล้วคุณจะค่อยเรียนรู้และพัฒนามากยิ่งขึ้น  ในการทำเช่นนี้จะทำให้คุณได้เรียนรู้จากการท้าทายของตัวเอง

                                                                                                     

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


บรรยากาศการเรียนของเด็กเกษตรเขาเขียว  เรียนรู้ด้วยงานการฝึกหัด